ช่วงนี้มีเรื่องเกี่ยวกับ เรื่องการศึกษาในประเทศ US เยอะแยะเต็มไปหมด ขอเขียนบ้างอะไรบ้างเพื่อระบายออกจากหัวบ้างละกัน

เรามาดูกันดีกว่า ว่า มหาวิทยาลัยใน อเมริกาเนี่ย เขามีการแบ่งกันยังไงบ้าง

เริ่มแรกการศึกษา ระดับปริญญาตรีเนี่ย เราจะแบ่งสถานที่ศึกษาออกเป็น 2 แบบ คือ

1. University อย่างที่เรารู้จักกันดี อย่างพวก harvard standford เนี่ยแหละ ซึ่งสามารถแบ่งย่อยลงไปได้อีก 2 อย่าง คือ

1.1 private หรือว่ามหาวิทยาลัย เอกชน กล่าวคือ ค่าเทอมจะแพงกว่านั่นเอง แต่มักอยู่พวก U top ten คุณ private ปาเข้าไปสัก 8-9 ที่ได้มั้ง เหตุที่ดีกว่าชาวบ้าน เพราะเขามีเงินเยอะค่ะ่(จากค่าเทอม เนอะ) ก็เลยมีเงินทำวิจัยต่างๆได้มากมาย

1.2 public สังเกตง่ายๆ คือจะมีชื่อเมืองอยู่ในนั้นด้วย เช่น University of…(ชื่อเมือง) หรือว่า …. state university ซึ่งค่าเทอมจะถูกกว่ามาก บางทีเกือบครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว ยิ่งถ้าเราเป็นพลเมืองในเมืองนั้นด้วยล่ะก็ ถูกสุดๆ

นี่เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เด็กเลือกที่จะเรียนในเมืองตัวเอง และ มหาวิทยาลัยจะได้เงินสนับสนุน จากภาษีของคนในรัฐนั่นเอง

2. คือ Liberal art colleges หรือว่า LACS

อันนี้เนี่ย คนไทยไม่ค่อยรู้จักกันเท่าไหร่ เราเองก็อธิบายไม่ถูก (ซะงั้ืน) แต่จะเน้นการศึกษาระดับปริญญาตรีค่ะ แล้วก็มีจำนวนนักเรียนน้อยกว่า ภาควิชาน้อยกว่า

ตัวอย่างเช่น Ithaca college, Emerson college ซึ่งเชื่อว่าก็คงมีคนรู้จักน้อยยยยมาก แต่ถ้าคุยกับเด็ก อเมริกา เขารู้จักนะ ถ้าอันดับ 1 ของ LACS รู้สึกว่าจะเป็น williams college เข้ายากเหมือนกัน….

ทีนี้เรามาดูดีกว่า ว่าอะไรคือปัจจัยให้เราเลือก U มันไม่ได้อยู่ที่ rank อย่างเดียวอย่างที่หลายๆคนชอบทำนะ

อันนี้เราหัวข้อมาจาก someone ในงานการศึกษาต่อ ที่โรงแรม แลนมาร์ค เมื่อวันอาทิตย์ที่แล้ว ส่วนคำอธิบายของเราเอง(ต้องให้เครดิต นิสสสนึง55+)

- Major อันนี้สำหรับเราคือ สำคัญมากกกกก ที่สุด อันดับ 1 เลย (ใช่สำคัญกว่า rank อีก) เพราะถึงเข้า Harvard ได้ แต่จะเรียนบางสาขาที่มันไม่มี แล้วจะเข้าทำเพื่อ?? (แต่ถ้าเป็นเรา เข้าได้ก็เรียนนะ เอ๊ะ! ยังไง) ก็หมายถึงให้ดูด้วยว่า ยูที่เราจะ apply เนี่ย มันมีสาขาของเรารึปล่าว แล้วดังรึปล่าว อย่าง ไปเรียน วิศวะ ที่ Yale ก็ แปลกๆ อยู่นะ

- เมือง เลือกเรียนในที่ๆ ชอบ เพราะเราต้องอยู่ที่นั่นไป 4 ปี(ตรี) และ 2 ปี(โท) ถ้าไม่ชอบเป็นหมีน้ำแข็งก็ลงมาเรียนใต้ๆ ซะ ไม่ใช่ไปอยู่ minnesota ได้กลายกลายเป็น สโนว์แมนพอดี หรือถ้า อยากอยู่เย็น(แบบมากๆ ) ก็ พวก Wisconsin michigan chicago หนาวมากส์ส์ส์

หรือใครสนแบบหนาวสุดๆ ก็ Alaska เห็นเขาบอกว่ามีสอนพวก เกี่ยวกับหมีขั้วโลก แล้วก็จับปลา??

- professor ดูสิ ว่า professor จบจากที่ไหน เคยทำงานอะไร….

-เพื่อน ชอบอยู่ที่ไหน มีคนเอเชียเยอะ ฝรั่งเยอะ หรือว่าคนดำเยอะ แต่ละ U เขาจะมีบอกค่ะ ถ้าชอบเอเชียก็ฝั่ง West (คือตอนนี้เยอะกว่าคนขาวแล้ว) ถ้าชอบ ฝรั่งก็ฝั่ง East ซึ่งก็มี Asia อยู่ดี

-ในเมือง หรือนอกเมือง อันนี้ก็สำคัญนะ ถ้าอยู่นอกเมือง ก็สงบ มีสมาธิ ไม่มีสิ่งล่อตาล่อใจมาก ผลการเรียนดี แล้วขอแทรกนิดว่าชีวิตอยู่ง่ายกว่าในเมือง(ก็เหมือนเมืองไทยแหละ) ถ้าในเมือง ก็แสงสีมาก มีนู่น นี่ให้ทำเยอะ ผลการเรียนก็ยังดีได้ ถ้าแบ่งเวลาเป็น

- Cost อันนี้ก็สำคัญ ถ้าอยากเรียนถูกหน่อย ก็พวกเมืองที่เงียบๆ ไม่ได้อยู่ใจกลางเมือง ถ้าแพงๆ ก็ NY Boston โล้ด

-คุณภาพชีวิต เช่น ระบบรักษาความปลอดภัย Green rate หรือเกี่ยวกับต้นไม้ ซึ่งไม่จำเป็นว่าต้องอยู่บ้านนอก อย่าง new york U กลางเมือง NYC รู้สึกว่า green rate จะประมาณ 97 เปอร์เซนต์ คือสูงกว่า บาง U ในชนบทอีก

-ระยะห่าง จากบ้าน อันนี้ก็สำคัญนะ สำหรับพวกคิดถึงบ้าน Home sick อะไรแบบนี้ ถ้าเป็นพวก ฝั่ง East อย่าง Boston บินกันทีเกือบ 30 ชม. เลยนะ ถ้าอยากกลับบ้านบ่อยก็เรียนฝั่ง West ซะ บินกลับแป็บเดียวเอง แค่ 10 กว่า ชม. ???

-ลักษณะ ของ มหาวิทยาลัย เราก็ไม่รู้จะอธิบายยังไงดี แต่ว่าแต่ละ มหาวิทยาลัย มันจะมีลักษณะเฉพาะ อย่าเช่น princeton จะเป็นแนว consevative หรืออนุรักษ์นิยมหน่อยๆ แต่ถ้า Standford จะ ชิลๆ เป็น U ที่จัดว่านักเรียนมีความสุขที่สุดด้วยแหละ

-ความหลายหลาย Univeristy of maryland (ที่พี่หนูดี-วนิษา เรียนจบอ่ะ) ก็เขาจะเน้นเลย คือนักเรียนต้องมีความหลากหลาย แต่ถ้าเป็น Syracuse University(คนจะรู้จักไหมเนี่ย?) อยู่ตอนเหนือของ NY ก็นักเรียนจะมีลักษณะไปทางเดียวกัน

-ความสนุก ชอบแนวเครียดๆ หรือว่าปาร์ตี้กันทั้งวัน หรือชอบเล่นกีฬาเยอะๆ หรืออื่นๆ แต่ละ U ก็ จะแตกต่างกันไป อย่าง Syracuse เนี่ย ปาร์ตี้กันตั้งแต่เย็นวัน พฤ.เลยทีเดียว(อ่านจากที่นักเรียนเขาเขียนๆกันมานะ)

อีกอย่างหนึ่งที่สำคัญ ในแง่ของ การหางาน ก็คือ Reputation แล้วมันคืออะไร มันคือชื่อเสียงคะ เช่น Harvard โห คนนี้จบจาก harvard อ่าา เป็นฟิลประมาณนี้

แล้วมันต่างจาก ranking ยังไง??

ranking เนี่ย ก็คือ ที่เขาจัดอันดับ 1 2 3 ….แต่ reputation เนี่ย คือ ติดหูค่ะ เช่น พวก ตระกูล Ivies ต่างๆ

ตัวอย่างเช่น Dartmouth(ranking 11) กับ Cornell (15) เนี่ย reputation ของ cornell จะแอบสูงกว่านิสนึง(หรือไม่นิด) เพราะคนรู้จัก มันเป็น Ivies ในขณะที่หลายคนยังงง ว่า Dartmouth คืออะไร อยู่ที่ไหน เป็นชื่ออนุสาวรีย์รึปล่า  ก็ จงงงกันต่อไป??

แต่สำหรับเรา เราเลือกเมืองค่ะ reputation ไม่สน เราไม่เรียนตรงกลาง แล้วก็ไม่เรียนทางใต้ ไม่เอาเหนือมากๆไม่เรียนแคลิฟอเนีย (แล้วตกลงมันจะเรียนที่ไหนบ้างเนี่ย)

มาเล่าเรื่องเพิ่มนิสนึง อันนี้เก็บตกมาจากในงานค่ะ พอดีวิทยากรเล่าให้ฟัง เราว่ามันดี เลยมาเป็นกระบอกเสียงเล่าต่อ

เขาบอกว่า Cornell เนี่ย เป็นมหาลัยที่สวยมาก ถึงจะอยู่ในNY แต่อยู่ชานเมือง (หรือบ้านนอก) อยู่ Ithaca ค่ะ มีทะเลสาป ใหญ่มากอยู่ติดๆกับมหาลัย แล้วก็เป็นมหาวิทยาลัย ที่มีเด็กฆ่าตัวตายสูง เพราะ มันง่ายไง ก็โดดลงไปเลย

เนื่องจากทุกคนที่จบมาจาก รร.เนี่ย เป็นอันดับ 1 กันทั้งนั้น พอมาอยู่ที่นี่ ก็มีแต่คนเก่งๆ ปรับตัไม่ได้ เขาเล่าที่ MIT ให้ฟังด้วยแหละ (อันดับ 1 ของ engineer)

เด็กก็ฆ่าตัวตายเยอะ เพราะ มาถึง จากที่เคยสอบได้ 100 เต็ม อย่างตัวเขาเอง วิชาอะไรสักอย่าง ก็สอบได้ 12 เต็ม 100 ว่าน้อยแล้ว แต่คะแนน เฉลี่ยคือ 6

นึกดู ว่าคนที่สอบได้ 0 1 2 3 .. จะรู้สึกยังไง จาก 100 เหลือ 0 มันไม่ง่ายนะ ตายไปก็เยอะ

ดังนั้น มหาวิทยาลัย เลยเปลี่ยนกฏใหม่ เป็น ปี 1 ไม่เอาเกรด สรุป เด็กมัน ปาร์ตี้กันอย่างเดียว พอปี 2 ไม่มีอะไรอยู่ในหัว

***ฉะนั้น สิ่งที่เราอยากบอกทุกคน ทั้งคนที่กำลังจะเข้าโรงเรียนใหม่ มหาวิทยาลัยใหม่ หรือ U top ทั้งหลาย ก็คือ ชีวิตเรามีค่า มากกว่า จะเสียไป เพราะ แค่เรียนแล้วคะแนนไม่ดีนะ คนเก่งๆ ที่ฆ่าตัวตายไปก็เยอะ พวกนี้ เราไม่สามารถเรียกว่าคนเก่งจริงๆ ได้หรอกค่ะ

คนที่เก่งคือคนที่มี สมอง เมื่อเจอข้อผิดพลาด ก็ยอมรับ เรียนรู้และแก้ไข คนนี้แหละคือคนที่จะประสบความสำเร็จ

เพราะไม่มีคนที่ประสบความสำเร็จคนไหน ที่ไม่เคยล้มเนอะ

*เราว่าแต่ละคนก็คงมีวิธีการเลือกมหาลัยที่แตกต่างกันไป ลองปรับใช้ดูนะคะ เพื่อให้ได้เรียนในที่ๆเหมาะกับเรามากที่สุด

About these ads